BIM_คาดหวัง

ความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อกระบวนการ BIM: การวิเคราะห์เชิงลึกตามบทบาทและมุมมองระหว่างประเทศ


บทนำ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Building Information Modeling (BIM) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก BIM ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับการสร้างแบบจำลองสามมิติเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายตลอดวงจรชีวิตของโครงการ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้าง ความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละกลุ่มต่อ BIM จึงมีความหลากหลายและซับซ้อน ขึ้นอยู่กับบทบาท หน้าที่ และบริบทของแต่ละประเทศ

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก เพื่อสรุปความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักในอุตสาหกรรมก่อสร้างต่อกระบวนการ BIM โดยแบ่งตามบทบาทสำคัญ เช่น เจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา ผู้บริหารโครงการ ผู้จัดการทรัพย์สิน หน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตวัสดุ ที่ปรึกษา BIM นักวิเคราะห์ต้นทุน นักวางแผนงาน ผู้ใช้อาคาร นักกฎหมาย ผู้ควบคุมอาคาร ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งนำเสนอแนวปฏิบัติและกรณีศึกษาจากหลายประเทศ รวมถึงมาตรฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยน (เช่น IFC, COBie, ISO 19650) เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมและลึกซึ้ง


1. เจ้าของโครงการ (Project Owners): ความคาดหวังและเป้าหมาย

1.1 ความต้องการหลักของเจ้าของโครงการ

เจ้าของโครงการถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและความสำเร็จของโครงการ BIM ความคาดหวังของเจ้าของโครงการทั่วโลกมีจุดร่วมที่สำคัญดังนี้

  • ความแม่นยำของข้อมูลและการตัดสินใจที่ดีขึ้น: เจ้าของโครงการต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเพื่อใช้ในการตัดสินใจตลอดวงจรชีวิตของโครงการ ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้าง BIM ช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ real-time และวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
  • การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: BIM ช่วยลดความซ้ำซ้อนของงาน ลดข้อผิดพลาด และลดการแก้ไขงานซ้ำในภายหลัง ส่งผลให้ต้นทุนรวมของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ.
  • การบริหารความเสี่ยง: เจ้าของโครงการคาดหวังให้ BIM ช่วยในการตรวจจับปัญหา (เช่น clash detection) และความเสี่ยงต่างๆ ได้ตั้งแต่ระยะออกแบบ ลดความเสี่ยงด้านเวลาและงบประมาณในระยะก่อสร้าง.
  • การบริหารจัดการสินทรัพย์ระยะยาว: BIM ช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถใช้ข้อมูลดิจิทัลในการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้าง เช่น การบำรุงรักษา การปรับปรุง และการขยายอาคารในอนาคต.
  • การประสานงานและความโปร่งใส: เจ้าของโครงการต้องการให้ทุกฝ่ายในโครงการสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน ลดความขัดแย้งและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน.

1.2 ตัวอย่างความคาดหวังในแต่ละประเทศ

ในสหราชอาณาจักรและประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย เจ้าของโครงการในภาครัฐมักกำหนดให้ BIM เป็นข้อบังคับในโครงการสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้เงินภาษี. ในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานอย่าง GSA (General Services Administration) กำหนดให้มีการส่งมอบข้อมูล BIM ในรูปแบบ IFC และ COBie เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐในระยะยาว.

1.3 บทบาทของเจ้าของโครงการในกระบวนการ BIM

เจ้าของโครงการมีหน้าที่กำหนดเป้าหมายโครงการ (Project Objectives), มาตรฐานข้อมูล (Data Standards), งบประมาณ, การเลือกทีมงาน, การประเมินความเสี่ยง, การอนุมัติ deliverables และการบริหารจัดการสินทรัพย์ในระยะยาว. การมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดของเจ้าของโครงการตั้งแต่ต้นจนจบจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ BIM.


2. ผู้ออกแบบ (Architects and Engineers): ความต้องการและความท้าทาย

2.1 ความคาดหวังของผู้ออกแบบ

  • การออกแบบที่แม่นยำและสร้างสรรค์: BIM ช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถสร้างแบบจำลองสามมิติที่มีรายละเอียดสูง วิเคราะห์ประสิทธิภาพของอาคาร (เช่น พลังงาน, แสง, การระบายอากาศ) และทดลองแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.
  • การประสานงานข้ามสาขาวิชา: ผู้ออกแบบคาดหวังให้ BIM เป็นเครื่องมือกลางในการประสานงานกับวิศวกรโครงสร้าง วิศวกรระบบ และผู้รับเหมา ลดข้อผิดพลาดจากการสื่อสารผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่สอดคล้องกัน.
  • การลด rework และข้อผิดพลาด: BIM ช่วยให้สามารถตรวจสอบ clash detection ได้ตั้งแต่ระยะออกแบบ ลดการแก้ไขงานซ้ำในภายหลัง.
  • การปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบ: ผู้ออกแบบต้องการให้ BIM ช่วยในการตรวจสอบ compliance กับกฎหมายอาคารและมาตรฐานต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ.

2.2 ความท้าทายและข้อจำกัด

  • การจัดการข้อมูลและมาตรฐาน: ผู้ออกแบบต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดการข้อมูล การตั้งค่ามาตรฐาน (เช่น LOD, IFC, COBie) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับซอฟต์แวร์ต่างๆ.
  • การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ: ความต้องการทักษะ BIM ที่สูงขึ้นทำให้ผู้ออกแบบต้องลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทีมงานอย่างต่อเนื่อง.
  • การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน: การเปลี่ยนจาก 2D CAD สู่ BIM ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ.

3. ผู้รับเหมา (Contractors): ประโยชน์และความคาดหวัง

3.1 ประโยชน์ที่ได้รับจาก BIM

  • การวางแผนและควบคุมงานก่อสร้าง: BIM ช่วยให้ผู้รับเหมาสามารถวางแผนงาน (4D Scheduling) และควบคุมการใช้ทรัพยากร (5D Cost Estimation) ได้อย่างแม่นยำ ลดความล่าช้าและต้นทุนที่เกินงบประมาณ.
  • การลดข้อผิดพลาดและ rework: การใช้ BIM ในการตรวจสอบ clash detection และการประสานงานข้ามสาขาวิชาช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นหน้างานและลดการแก้ไขงานซ้ำ.
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์และวัสดุ: BIM ช่วยให้ผู้รับเหมาสามารถวางแผนการจัดส่งวัสดุ การจัดการพื้นที่ก่อสร้าง และการประสานงานกับซัพพลายเออร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
  • การสื่อสารและความโปร่งใส: ผู้รับเหมาคาดหวังให้ BIM เป็นเครื่องมือกลางในการสื่อสารกับเจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ และซัพพลายเชน ลดความขัดแย้งและข้อผิดพลาดจากการสื่อสารผิดพลาด.

3.2 ความคาดหวังในอนาคต

ผู้รับเหมาทั่วโลกเริ่มเห็นความสำคัญของการใช้ BIM ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในประเทศที่มีการบังคับใช้ BIM ในโครงการสาธารณะ เช่น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา.


4. ผู้บริหารโครงการ (Project Managers): การวางแผน ควบคุม และประเมินผล

4.1 ความคาดหวังของผู้บริหารโครงการ

  • การวางแผนและควบคุมโครงการแบบบูรณาการ: BIM ช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถวางแผนงาน (4D), ควบคุมต้นทุน (5D), และติดตามความคืบหน้าได้แบบ real-time.
  • การประสานงานและการสื่อสาร: ผู้บริหารโครงการต้องการให้ BIM เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการประสานงานระหว่างเจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และซัพพลายเชน ลดความขัดแย้งและเพิ่มความโปร่งใส.
  • การบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจ: BIM ช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ลดความไม่แน่นอนของโครงการ.
  • การประเมินผลและ KPI: ผู้บริหารโครงการต้องการตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่ชัดเจน เช่น ความแม่นยำของแบบจำลอง อัตราการตรวจพบ clash, ระยะเวลาการส่งมอบ, ต้นทุนที่ประหยัดได้, คุณภาพของการประสานงาน และการใช้ข้อมูล BIM ในการบริหารจัดการหลังโครงการ.

4.2 ตัวอย่างการใช้ BIM ในการบริหารโครงการ

ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น สนามกีฬา Santiago Bernabéu (สเปน) และ Manchester Town Hall (สหราชอาณาจักร) การใช้ BIM ช่วยให้สามารถประสานงานข้ามสาขาวิชา ลดข้อผิดพลาด และส่งมอบโครงการได้ตรงเวลาและงบประมาณ.


5. ผู้จัดการทรัพย์สิน / Facility Managers (FM): การใช้งาน BIM หลังการก่อสร้าง

5.1 ความคาดหวังของ FM

  • การเข้าถึงข้อมูลสินทรัพย์และระบบอาคาร: FM ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับอุปกรณ์ ระบบ และวัสดุในอาคาร เพื่อใช้ในการบำรุงรักษาและบริหารจัดการสินทรัพย์ระยะยาว.
  • การลดต้นทุนการดำเนินงาน: BIM ช่วยให้ FM สามารถวางแผนการบำรุงรักษาแบบเชิงรุก (predictive maintenance) ลด downtime และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ.
  • การบูรณาการกับระบบ FM (CAFM/CMMS): FM คาดหวังให้ข้อมูล BIM สามารถเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการอาคาร เช่น CMMS, CAFM ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะผ่านมาตรฐาน COBie.
  • การสนับสนุน Smart Building และ Digital Twin: BIM เป็นรากฐานของการพัฒนา Smart Building และ Digital Twin ที่ช่วยให้ FM สามารถติดตามประสิทธิภาพของอาคารแบบ real-time และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน.

5.2 กรณีศึกษาและแนวปฏิบัติ

การนำ COBie และ asset tagging มาใช้ในกระบวนการ handover ช่วยให้ FM ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและพร้อมใช้งานทันที ลดปัญหาข้อมูลสูญหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอาคารในระยะยาว.


6. หน่วยงานรัฐและนโยบาย (Government Agencies and Mandates): ข้อกำหนดและมาตรฐาน

6.1 ความคาดหวังของหน่วยงานรัฐ

  • การเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้จ่ายภาครัฐ: หน่วยงานรัฐต้องการให้ BIM ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการสาธารณะ.
  • การสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน: BIM ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถติดตามและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการได้อย่างแม่นยำ สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และ Green Building.
  • การกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับ: หลายประเทศกำหนดให้ BIM เป็นข้อบังคับในโครงการสาธารณะ (BIM Mandate) พร้อมกำหนดมาตรฐานข้อมูล เช่น IFC, COBie, ISO 19650 เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเป็นกลาง.

6.2 ตัวอย่างนโยบาย BIM ระดับประเทศ

ประเทศ/ภูมิภาคปีที่เริ่มบังคับใช้ BIMขอบเขต/มาตรฐานที่ใช้หมายเหตุ
สหราชอาณาจักร2016 (Level 2), 2025 (Level 3)BIM Level 2/3, PAS 1192, ISO 19650, COBieบังคับในโครงการภาครัฐทั้งหมด
เดนมาร์ก2007, 2011IFC, ICT Regulationsบังคับในโครงการภาครัฐและท้องถิ่น
ฟินแลนด์2007IFC, openBIMบังคับในโครงการของรัฐ
ญี่ปุ่น2016 (i-Construction)BIM, IFC, MLIT Roadmapส่งเสริม productivity และมาตรฐานเปิด
จีน2022 (Shenzhen)IFC, CN-IFCบังคับในโครงการใหม่ขนาดใหญ่
สหรัฐอเมริกา2003 (GSA), 2019 (AASHTO)IFC, COBie, openBIMบังคับในโครงการของรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน
สิงคโปร์2014-2015IFC-SG, CORENET Xบังคับในโครงการใหม่ขนาดใหญ่
อิตาลี2019-2025BIM, IFCบังคับในโครงการภาครัฐตามมูลค่าโครงการ
สเปน2024-2030BIM, IFCบังคับในโครงการภาครัฐตาม maturity level

การบังคับใช้ BIM ในระดับประเทศช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและสร้างมาตรฐานกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล.


7. ผู้ผลิตวัสดุและผู้จัดจำหน่าย (Manufacturers): ความคาดหวังต่อเนื้อหา BIM

7.1 ความคาดหวังของผู้ผลิตวัสดุ

  • การเพิ่มโอกาสในการถูกเลือกใช้ในโครงการ: ผู้ผลิตวัสดุคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์ของตนมี BIM content ที่พร้อมใช้งานในรูปแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐาน (เช่น Revit, IFC) เพื่อให้ผู้ออกแบบและผู้รับเหมาสามารถนำไปใช้ในแบบจำลองได้ทันที เพิ่มโอกาสในการถูกเลือกใช้ในโครงการ.
  • การสนับสนุนมาตรฐานข้อมูลและความยั่งยืน: ผู้ผลิตวัสดุต้องจัดเตรียมข้อมูลที่ครบถ้วน เช่น EPD (Environmental Product Declaration), LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของโครงการและข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐ.
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้า: BIM content ที่มีคุณภาพช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ ลดการสอบถามซ้ำซ้อน และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า.

7.2 แนวโน้มและข้อกำหนดในตลาดโลก

ในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตวัสดุที่ไม่มี BIM content อาจถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมประมูลโครงการสาธารณะในอนาคต.


8. ที่ปรึกษา BIM / BIM Managers: บทบาทและความรับผิดชอบ

8.1 บทบาทหลักของ BIM Manager

  • การพัฒนาและดูแล BIM Execution Plan (BEP): BIM Manager มีหน้าที่กำหนดแผนการดำเนินงาน BIM, กำหนดมาตรฐาน, กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล, และบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในโครงการ.
  • การประสานงานและตรวจสอบคุณภาพของโมเดล: BIM Manager ต้องดูแลการรวมโมเดล (Federated Model), ตรวจสอบ clash detection, และจัดการเวอร์ชันของโมเดลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน.
  • การฝึกอบรมและสนับสนุนทีมงาน: BIM Manager มีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมและสนับสนุนทีมงานให้สามารถใช้ BIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด.
  • การบริหารจัดการข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล: BIM Manager ต้องดูแลการจัดเก็บข้อมูลใน Common Data Environment (CDE) และกำหนดมาตรฐานการตั้งชื่อไฟล์, การจัดการเวอร์ชัน, และการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล.

8.2 ความท้าทาย

  • การจัดการความซับซ้อนของข้อมูลและซอฟต์แวร์: BIM Manager ต้องรับมือกับความหลากหลายของซอฟต์แวร์และมาตรฐานข้อมูลที่ใช้ในแต่ละโครงการ และต้องประสานงานให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ราบรื่น.

9. นักวิเคราะห์ต้นทุน / Quantity Surveyors (QS): การประเมินราคาและควบคุมต้นทุนด้วย BIM

9.1 ความคาดหวังของ QS

  • การประเมินปริมาณงานและต้นทุนที่แม่นยำ: BIM ช่วยให้ QS สามารถดึงข้อมูลปริมาณงาน (Quantity Take-off) ได้โดยอัตโนมัติจากโมเดล ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการประเมินราคา.
  • การควบคุมต้นทุนแบบ real-time: การเชื่อมโยงข้อมูลต้นทุนกับโมเดล BIM (5D BIM) ช่วยให้ QS สามารถติดตามและควบคุมต้นทุนได้แบบ real-time ตลอดวงจรชีวิตของโครงการ.
  • การสนับสนุนการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงแบบ: QS สามารถวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงแบบต่อปริมาณงานและต้นทุนได้ทันที ช่วยให้เจ้าของโครงการและทีมงานตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ.

9.2 ความท้าทาย

  • การตรวจสอบความถูกต้องของโมเดล: QS ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในโมเดล BIM และปรับกระบวนการประเมินราคาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงแบบที่เกิดขึ้นบ่อยใน BIM.

10. นักวางแผนงานและโลจิสติกส์ (Planners and Logistics): การใช้ 4D/5D BIM

10.1 ความคาดหวังของนักวางแผนงาน

  • การวางแผนและควบคุมงานก่อสร้างแบบ 4D: การเพิ่มมิติของเวลา (4D) ใน BIM ช่วยให้นักวางแผนสามารถจำลองลำดับขั้นตอนการก่อสร้าง วิเคราะห์ความเสี่ยง และปรับแผนงานได้อย่างแม่นยำ.
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์และทรัพยากร: 4D/5D BIM ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดส่งวัสดุ การใช้พื้นที่ก่อสร้าง และการประสานงานกับซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าและต้นทุนที่ไม่จำเป็น.
  • การติดตามความคืบหน้าและประเมินผล: นักวางแผนสามารถใช้ BIM ในการติดตามความคืบหน้าของโครงการแบบ real-time และเปรียบเทียบกับแผนที่วางไว้ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ.

11. ผู้ใช้อาคาร / ผู้เช่า (End Users and Occupants): ความคาดหวังด้านการใช้งานและความยั่งยืน

11.1 ความคาดหวังของผู้ใช้อาคาร

  • ความสะดวกสบายและประสิทธิภาพการใช้งาน: ผู้ใช้อาคารคาดหวังให้อาคารที่ออกแบบด้วย BIM มีการวางแผนพื้นที่ ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน.
  • การมีส่วนร่วมในการออกแบบ: การใช้ BIM ช่วยให้ผู้ใช้อาคารสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบและแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่ระยะต้นของโครงการ ส่งผลให้โครงการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น.
  • ความยั่งยืนและสุขภาวะ: ผู้ใช้อาคารให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย ซึ่ง BIM ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ.

12. นักกฎหมายและประกันภัย (Legal and Insurance Stakeholders): ความเสี่ยงและข้อกำหนดสัญญา

12.1 ความคาดหวังและข้อกังวล

  • การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ: BIM ทำให้บทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในโครงการมีความซับซ้อนมากขึ้น นักกฎหมายและผู้ประกันภัยต้องการให้มีการกำหนดบทบาท (เช่น Model Author, Model Manager) และกระบวนการ handover ที่ชัดเจนในสัญญา.
  • การบริหารจัดการข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา: ต้องมีการกำหนดสิทธิ์ในข้อมูล BIM, การใช้ซ้ำ, การปกป้องข้อมูล และการจัดการความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในโมเดล.
  • การประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงจาก BIM: บริษัทประกันภัยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับความเสี่ยงเฉพาะของ BIM เช่น Professional Indemnity Insurance, Cybersecurity Insurance.
  • การระงับข้อพิพาท: สัญญา BIM ควรกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทที่ชัดเจน เช่น Arbitration, Escrow Agreement, Third-party Audit.

13. ผู้ควบคุมอาคารและหน่วยงานตรวจสอบ (Regulators and Building Control): การตรวจสอบและการปฏิบัติตามกฎ

13.1 ความคาดหวังของผู้ควบคุมอาคาร

  • การตรวจสอบ compliance อัตโนมัติ: BIM ช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบสามารถตรวจสอบ compliance กับกฎหมายอาคารและมาตรฐานต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ ลดเวลาและข้อผิดพลาดในการตรวจสอบ.
  • การเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน: ผู้ควบคุมอาคารต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อใช้ในการตรวจสอบและออกใบอนุญาต ลดความซ้ำซ้อนและความล่าช้าในการดำเนินงาน.
  • การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล: หลายประเทศเริ่มนำระบบ e-permit และ digital approval มาใช้ร่วมกับ BIM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกใบอนุญาตและการตรวจสอบอาคาร.

14. ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน (Sustainability Consultants): การวัดผลและรายงาน

14.1 ความคาดหวังของผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน

  • การวิเคราะห์ LCA และ EPD: BIM ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถวิเคราะห์ Life Cycle Assessment (LCA) และ Environmental Product Declaration (EPD) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สนับสนุนการตัดสินใจด้านวัสดุและการออกแบบที่ยั่งยืน.
  • การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแบบ real-time: BIM ช่วยให้สามารถประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการได้ตั้งแต่ระยะออกแบบ ลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณแบบ manual และเพิ่มความแม่นยำในการรายงาน.
  • การสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และ Green Building: BIM เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและติดตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น Net Zero, LEED, BREEAM.

15. ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ (Software Vendors and Tech Providers): ฟีเจอร์ที่ตลาดต้องการ

15.1 ความคาดหวังของตลาด

  • การสนับสนุนมาตรฐานเปิด (openBIM): ตลาดคาดหวังให้ซอฟต์แวร์ BIM รองรับมาตรฐานเปิด เช่น IFC, COBie, bSDD เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ราบรื่นและเป็นกลางระหว่างซอฟต์แวร์ต่างๆ.
  • การบูรณาการกับเทคโนโลยีใหม่: ซอฟต์แวร์ BIM ต้องสามารถบูรณาการกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, IoT, Digital Twin, Cloud, AR/VR เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์และบริหารจัดการโครงการ.
  • การสนับสนุนการทำงานร่วมกันแบบ real-time: ตลาดต้องการซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันแบบ real-time, การจัดการเวอร์ชัน, และการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลใน Common Data Environment (CDE).
  • การสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ: ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ต้องมีโปรแกรมฝึกอบรมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะ BIM ให้กับลูกค้าและผู้ใช้งาน.

16. มุมมองระหว่างประเทศ: แนวปฏิบัติและกรณีศึกษาจากหลายประเทศ

16.1 สถานะการบังคับใช้ BIM ในแต่ละประเทศ

ประเทศ/ภูมิภาคสถานะการบังคับใช้ BIMมาตรฐานที่ใช้หมายเหตุ
สหราชอาณาจักรบังคับในโครงการภาครัฐBIM Level 2/3, PAS 1192, ISO 19650, COBieนำร่องการใช้ BIM ในระดับประเทศ
เดนมาร์กบังคับในโครงการภาครัฐIFC, ICT Regulationsเน้น openBIM และมาตรฐานกลาง
ฟินแลนด์บังคับในโครงการของรัฐIFC, openBIMมีความก้าวหน้าด้าน BIM สูง
ญี่ปุ่นส่งเสริมและบังคับใช้ในบางโครงการBIM, IFC, MLIT Roadmapเน้น productivity และมาตรฐานเปิด
จีนบังคับในโครงการใหม่ขนาดใหญ่IFC, CN-IFCเน้นการพัฒนา BIM มาตรฐานท้องถิ่น
สหรัฐอเมริกาบังคับในโครงการของรัฐIFC, COBie, openBIMเน้นการบริหารสินทรัพย์ระยะยาว
สิงคโปร์บังคับในโครงการใหม่ขนาดใหญ่IFC-SG, CORENET Xเน้นการตรวจสอบ compliance อัตโนมัติ
อิตาลีบังคับในโครงการภาครัฐBIM, IFCมีการ rollout แบบ phased
สเปนบังคับในโครงการภาครัฐBIM, IFCมีการกำหนด maturity level

16.2 กรณีศึกษาที่โดดเด่น

  • Santiago Bernabéu Stadium (สเปน): การใช้ BIM ในการออกแบบและก่อสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่ ช่วยให้สามารถประสานงานข้ามสาขาวิชา ลดข้อผิดพลาด และส่งมอบโครงการได้ตรงเวลาและงบประมาณ.
  • Manchester Town Hall (สหราชอาณาจักร): BIM ช่วยให้สามารถสร้าง asset information model ที่ใช้ในการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
  • Shenzhen (จีน): การบังคับใช้ IFC ในโครงการใหม่ขนาดใหญ่และการพัฒนา CN-IFC เพื่อรองรับความต้องการของตลาดจีนโดยเฉพาะ.

17. มาตรฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยน (Data Standards and Interoperability): IFC, COBie, bSDD, ISO

17.1 มาตรฐานหลักที่ใช้ใน BIM

  • IFC (Industry Foundation Classes): มาตรฐานเปิดสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล BIM ระหว่างซอฟต์แวร์ต่างๆ รองรับข้อมูล geometry, properties, relationships และ metadata.
  • COBie (Construction-Operations Building Information Exchange): มาตรฐานสำหรับการส่งมอบข้อมูลสินทรัพย์และอุปกรณ์ในรูปแบบตาราง (Spreadsheet/XML) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้าง.
  • bSDD (buildingSMART Data Dictionary): พจนานุกรมข้อมูลกลางสำหรับการกำหนด property sets และ classification ที่ใช้ใน BIM.
  • ISO 19650: มาตรฐานสากลสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลในโครงการ BIM ครอบคลุมการกำหนดบทบาท กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล การตั้งชื่อไฟล์ และการควบคุมเวอร์ชัน.

17.2 แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการข้อมูล

  • การกำหนด BIM Execution Plan (BEP) ที่ชัดเจน: BEP ต้องระบุรูปแบบข้อมูล มาตรฐานการตั้งชื่อ การจัดการเวอร์ชัน และกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างละเอียด.
  • การตรวจสอบและ validate ข้อมูลก่อนส่งมอบ: ควรใช้เครื่องมือ validate เช่น Solibri, BIMcollab, COBie QC tools เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งมอบ.
  • การฝึกอบรมและสร้างความเข้าใจในมาตรฐาน: ทุกฝ่ายในโครงการควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานข้อมูลและกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กำหนดไว้ใน BEP.

18. การฝึกอบรมและการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Training and Change Management): ทักษะที่ต้องการ

18.1 ความคาดหวังด้านการฝึกอบรม

  • การพัฒนาทักษะ BIM สำหรับทุกบทบาท: อุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะ BIM ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค (เช่น 3D/4D/5D modeling, clash detection, data management) และ soft skills (เช่น การประสานงาน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม).
  • การฝึกอบรมแบบ hands-on และ continuous learning: การฝึกอบรมควรเน้นการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.
  • การบูรณาการ BIM ในหลักสูตรการศึกษา: สถาบันการศึกษาควรบูรณาการ BIM ในหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ต้องการทักษะ BIM.

18.2 ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงองค์กร

  • การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร: การนำ BIM มาใช้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนจากผู้บริหาร และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในทีมงาน.
  • การจัดการความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง: องค์กรต้องมีแผนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและสนับสนุนการเรียนรู้และการปรับตัวของบุคลากรทุกระดับ.

19. ตัวชี้วัดความสำเร็จและ KPI (KPIs and Performance Metrics): วัดผลลัพธ์จาก BIM

19.1 ตัวชี้วัดหลักของความสำเร็จ BIM

  • Model Accuracy: ความแม่นยำของโมเดล BIM เมื่อเทียบกับการก่อสร้างจริง.
  • Clash Detection Rate: อัตราการตรวจพบและแก้ไข clash ในระยะออกแบบ ลด rework ในระยะก่อสร้าง.
  • Time Savings: ระยะเวลาที่ประหยัดได้จากการใช้ BIM ในการออกแบบ อนุมัติ และก่อสร้าง.
  • Cost Efficiency: ต้นทุนที่ประหยัดได้จากการลดข้อผิดพลาด การใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางแผนที่ดีขึ้น.
  • Collaboration Quality: คุณภาพของการประสานงานและการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ.
  • Data Usage: การนำข้อมูล BIM ไปใช้ในการบริหารจัดการอาคารหลังการก่อสร้าง (FM).

19.2 แนวทางการวัดผลและปรับปรุง

  • การกำหนด baseline และเปรียบเทียบผลลัพธ์: ควรกำหนด baseline ของแต่ละ KPI ก่อนเริ่มโครงการ และเปรียบเทียบผลลัพธ์หลังการใช้ BIM.
  • การวิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงกระบวนการ: ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูล KPI อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการในอนาคต.

20. ตารางเปรียบเทียบความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม

กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องความคาดหวังหลักจาก BIMตัวอย่างมาตรฐาน/แนวปฏิบัติ
เจ้าของโครงการข้อมูลแม่นยำ, ลดต้นทุน, บริหารสินทรัพย์, ความโปร่งใสIFC, COBie, ISO 19650
ผู้ออกแบบออกแบบแม่นยำ, ประสานงาน, ลด rework, complianceLOD, clash detection, openBIM
ผู้รับเหมาวางแผน 4D/5D, ลดข้อผิดพลาด, โลจิสติกส์, สื่อสาร4D/5D BIM, CDE
ผู้บริหารโครงการวางแผน/ควบคุม, KPI, ประสานงาน, บริหารความเสี่ยงBEP, KPI, ISO 19650
ผู้จัดการทรัพย์สินข้อมูลสินทรัพย์, บำรุงรักษา, FM integrationCOBie, CMMS, Digital Twin
หน่วยงานรัฐโปร่งใส, ลดต้นทุน, compliance, ความยั่งยืนBIM Mandate, IFC, ISO 19650
ผู้ผลิตวัสดุBIM content, EPD, LCA, เพิ่มโอกาสRevit family, IFC, EPD
BIM ManagerBEP, ประสานงาน, ตรวจสอบคุณภาพ, ฝึกอบรมBEP, CDE, clash detection
QSQuantity take-off, cost control, 5D BIM5D BIM, CostX, LOD
นักวางแผน/โลจิสติกส์4D scheduling, logistics, resource management4D/5D BIM, Navisworks
ผู้ใช้อาคารความสะดวก, สุขภาวะ, ความยั่งยืนLCA, EPD, user feedback
นักกฎหมาย/ประกันภัยบทบาท/ความรับผิดชอบ, IP, risk allocationBIM contract, IP clause
ผู้ควบคุมอาคารcompliance, ตรวจสอบอัตโนมัติ, ข้อมูลครบถ้วนe-permit, IFC, Dynamo
ผู้เชี่ยวชาญความยั่งยืนLCA, EPD, Net Zero, Green BuildingLCA tools, EPD, LEED/BREEAM
ผู้พัฒนาเทคโนโลยีopenBIM, integration, real-time collaborationIFC, COBie, bSDD, API

สรุปและข้อเสนอแนะ

BIM ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมก่อสร้างในทุกมิติ โดยตอบสนองความคาดหวังที่หลากหลายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าของโครงการที่ต้องการข้อมูลแม่นยำและการบริหารสินทรัพย์ระยะยาว ผู้ออกแบบที่ต้องการเครื่องมือสร้างสรรค์และการประสานงาน ผู้รับเหมาที่เน้นการวางแผนและควบคุมต้นทุน ไปจนถึงหน่วยงานรัฐที่ต้องการความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายภาครัฐ

การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องอาศัยมาตรฐานข้อมูลที่ชัดเจน (เช่น IFC, COBie, ISO 19650), การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ, การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง, และการวัดผลลัพธ์ด้วย KPI ที่เหมาะสม นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ BIM อย่างยั่งยืน

ในบริบทระหว่างประเทศ การบังคับใช้ BIM ในโครงการสาธารณะและการกำหนดมาตรฐานกลางช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและสร้างความสอดคล้องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่วโลก

ข้อเสนอแนะสำหรับการนำ BIM ไปใช้ให้ประสบความสำเร็จ:

  1. กำหนดเป้าหมายและความคาดหวังของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นโครงการ
  2. เลือกใช้มาตรฐานข้อมูลที่เหมาะสม และกำหนด BEP ที่ครอบคลุม
  3. ลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ BIM สำหรับทุกบทบาทในองค์กร
  4. วัดผลลัพธ์ด้วย KPI ที่ชัดเจน และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง
  5. ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนข้อมูล อย่างโปร่งใส
  6. ติดตามแนวโน้มและนโยบาย BIM ระดับประเทศและสากล เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันสมัย

BIM ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรและอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาว